วิธีเลือกยางรถยนต์ให้เหมาะกับการใช้งาน

09:38:57 21-02-2018

วิธีเลือกยางรถยนต์ให้เหมาะกับการใช้งาน

ก่อนจะมาเลือกยางรถยนต์ เรามารู้จักยางรถยนต์กัน

สำหรับในบ้านเราถ้าให้มาบอกว่าถึงประเภทของยางรถยนต์นั้นคงจะยาก ส่วนใหญ่เราจะมาแบ่งเป็นประเภทการใช้งาน หรือประเภทรถกันเสียมากกว่า อย่างยางรถยนต์นั่ง ยางรถสปอร์ต ยางรถกระบะกับยางรถตู้ใช้เหมือนกันเพราะเน้นไปที่การบรรทุก หรือออกไปแนวเฉพาะกลุ่มประเภทยางออฟโรด เป็นต้น

 

ลักษณะการขับขี่รถ

เมื่อเลือกยางรถยนต์ ท่านต้องไม่ลืมคิดถึงลีลาการขับขี่ของท่าน ถ้าหากท่านจะต้องขับรถระยะทางไกลบ่อยๆ
จงพิจารณาเลือกใช้ยางที่ประหยัด แต่ถ้าท่านเป็นนักขับรถสไตล์สปอร์ตหวือหวา
ก็ต้องเลือกยางที่เกาะถนนได้ดีเมื่อเข้าหัวโค้ง
การประเมินสมรรถลักษณ์ของยางจะช่วยให้ท่านสามารถเลือกยางที่เหมาะสมกับลีลาการขับขี่ของท่านได้

ประเภทยานพาหนะที่ท่านขับขี่

ยางรถยนต์ที่เป็นอุปกรณ์ดั้งเดิม (OE) ได้แก่ยางรถยนต์ที่เหมาะกับรถยนต์ โดยผู้ผลิตยานพาหนะ
เมื่อเลือกยางรถยนต์ที่เป็นอุปกรณ์รากฐาน
ผู้ผลิตยานพาหนะมักจะเลือกยางที่สนองความต้องการของผู้ซื้อในพิสัยที่กว้างไกลที่สุด
อาจมีคำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับยางที่จะนำมาแทนในคู่มือสำหรับท่านในฐานะเจ้าของรถ โดยปกติธรรมดา
ยางรถยนต์ที่เป็นอุปกรณ์รากฐานนั้นจะเหมาะกับยานพาหนะของท่าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
ท่านควรพิจารณาถึงตัวเลือกด้วยเช่นกัน

 

งบประมาณของท่าน

เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถบอกได้อย่างถูกต้องแม่นยำว่ายางรถยนต์ของท่านจะใช้ได้ไปอีกนานสักเท่าไรห

รือว่ายางจะสามารถช่วยท่านประหยัดเชื้อเพลิงได้เพียงใด ร้านค้า (ดูรายชื่อตัวแทนจำหน่าย)

สามารถให้คำแนะนำท่านได้ว่ายางใดมีคุณค่าดีที่สุดเหมาะสำหรับการขับขี่และงบประมาณของท่าน

ยางรถยนต์ โดยทั่วไป รหัสบนแก้มยางรถยนต์จะบ่งบอกอะไรหลายๆ อย่าง

พื้นฐานที่เราสามารถรับรู้ได้ คือ ขนาด และ วันผลิต

 

รหัสยาง

 

Code ยางรถยนต์
185 คือ ความกว้างของยาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร

75 คือ ความสูงของแก้มยาง เท่ากับ 75% ของความกว้างยาง

R คือ ชนิดของยาง ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเรเดียลเกือบทั้งหมด

14 คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อ หน่วยเป็นนิ้ว
82 พิกัดรับน้ำหนักบรรทุก
s พิกัดอัตราความเร็ว

ความกว้างของยาง หมายถึงความกว้างสูงสุดระหว่างแก้มซ้าย-แก้มขวา
ความสูงของแก้มยาง โดยทั่วไปเราเรียกกันว่า " ซีรีย์ " เช่น ซีรีย์60 สูง 60%ของความกว้างยาง
เส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ โดยทั่วไปเราเรียกกันว่า " ขอบ " เช่น ยางขอบ 15 ใส่กับล้อ ขอบ 15
พิกัดรับน้ำหนักบรรทุก กับ พิกัดอัตราความเร็ว ดูตามตารางด้านล่างครับ

เลือกยาง

Code วันผลิด ยางรถยนต์

หาดูดีดี ยางส่วนใหญ่จะบอกไว้

รหัส >>>>> (4202) หมายถึง ผลิตเมื่อ สัปดาห์ที่ 42 ของปี 2002
ตัวเลข คู่แรก คือ สัปดาห์ที่ 42 คู่หลัง คือ ปี 02

 

ลมยาง

 

จุดสีเหลืองนี้ เรียกว่าจุด weight mark ซึ่งผู้ผลิตยางรถยนต์ จะทำเครื่องหมายด้วยการแต้มสีลงบนส่วนที่เบาที่สุดของยาง เพื่อให้ช่างทราบว่า ส่วนใดมีน้ำหนัดเบาที่สุด บนยางรถยนต์เส้นนี้ และก็ควรใส่ยางโดยเอาจุ๊บลม (ซึ่งมีน้ำหนักถ่วง) ให้ตรงกับจุดสีเหลืองนั้น เพื่อที่จะได้เกิดความสมมาตรมากที่สุด เวลาที่ถ่วงล้อ
การผลิตยางรถยนต์แต่ละเส้น แต่ละล๊อตเป็นไปไม่ได้ที่น้ำหนักยางจะคงที่เท่ากันทั้งหมด จุดสีเหลือง จึงเป็นเรื่องที่เราควรทราบ และ ช่างก็ควรทราบ จะได้ไม่เปลืองตะกั่วถ่วงยางมากเกินไป แต่เมื่อใด ที่เห็นจุดสีแดงปรากฏอยู่บนแก้มยางรถยนต์ด้วย ให้ลืมจุดสีเหลืองไปได้เลย แล้วยึดจุดสีแดงแทนครับ


ความหมายของตัวเลขและตัวอักษรบนแก้มยางรถกระบะ มีลักษณะดังนี้
195R14C 8PR

195 คือ ความกว้างยางรถยนต์ มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
R    คือ โครงสร้างยางแบบเรเดียล
14  คือ เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว
C    คือ ยางที่ใช้เพื่อการขนส่ง (มาจากคำว่า commercial)
8PR คือ อัตราชั้นผ้าใบเทียบเท่า 8 ชั้น
(ในส่วนของซีรีส์ ถ้าไม่ได้ระบุ คือ ซีรีส์ 80)

ความหมายของตัวเลขและตัวอักษรบนแก้มยางรถขับเคลื่อน 4 ล้อ มีลักษณะดังนี้
31x10.5R15

31     คือ เส้นผ่าศูนย์กลางยางรถยนต์ มีหน่วยเป็นนิ้ว
10.5 คือ ความกว้างยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
R      คือ โครงสร้างยางแบบเรเดียล
15    คือ เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว

ประเภทของดอกยาง มีการแบ่งออกเป็น 4 ประเภท

 

ดอกยางคือสิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อซื้อยางรถยนต์ใหม่ ซึ่งดอกยางแต่ละแบบมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน มี 4 แบบหลักๆ คือ

ดอกยางละเอียด (rib pattern)

ยาง  rib pattern

คือ ดอกยางแบบละเอียด มีลักษณะเป็นแนวยาวตามเส้นรอบวงยาง เป็นดอกยางที่เหมาะกับรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไป วิ่งในเมือง วิ่งบนทางเรียบ ไม่ค่อยได้ขึ้นเขาลงห้วย

ดอกบั้ง (lug pattern)

ดอกบั้ง (lug pattern)

คือ ดอกยางแบบบั้ง มีลักษณะร่องยางลึก ดอกยางจะเป็นบั้งตามแนวขวาง เหมาะกับรถที่วิ่งบนถนนที่มีความขรุขระ ถนนลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อ มีความทนทานสูง อายุการใช้งานยาวนานกว่าดอกยางแบบละเอียด แต่จะมีเสียงดังเวลาวิ่งบนพื้นเรียบๆ

 

ดอกแบบผสม (rib lug pattern)

ดอกแบบผสม (rib lug pattern)

คือ ดอกยางแบบผสม มีทั้งดอกยางแบบละเอียดและแบบบั้งอยู่ในล้อเดียวกัน โดยที่ดอกละเอียดจะอยู่กลางล้อ ส่วนดอกแบบบั้งจะอยู่ขนาบทั้งสองข้าง ใช้ได้ทั้งทางเรียบและทางขรุขระ

ดอกแบบบล็อก (block pattern)

ดอกแบบบล็อก (block pattern)

คือ ดอกบางแบบบล็อก ดอกยางมีลักษณะเป็นรูปทรงเหลี่ยมหรือวงกลม แตกต่างจากดอกยางแบบอื่นๆ นิยมใช้ในรถออฟโรด หรือ 4 X 4 ที่ต้องขับขึ้นเขาลงห้วย ขับบนทางขรุขระ ทางวิบาก เพราะดอกยางมีขนาดใหญ่และลึก ช่วยในการปีนป่ายได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้ดอกยางรถยนต์ยังแบ่งตามลักษณะของดอกยางได้อีก 3 ลักษณะคือ

 

  1. ดอกยางแบบ 2 ทิศทาง (Non-Directional)ดอกยางประเภทนี้จะสามารถทำการสลับยางได้ทุกตำแหน่ง ลักษณะมีดอกยางสวนทางกัน จึงไม่เน้นในเรื่องของความเร็วสูงมากนัก แต่ก็ใช้ได้อย่างสะดวกสบาย
  2. ดอกยางแบบทิศทางเดียว (Directional)ดอกยางจะมีลักษณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งยังมีสัญลักษณ์ลูกศร (Rotation) แสดงไว้ที่บริเวณแก้มยาง เพื่อบ่งบอกถึงตำแหน่งของทิศทางของการหมุนของล้อให้เราสามารถใส่ได้อย่างถูกต้อง ดอกยางประเภทนี้ ถูกออกแบบมาให้สามารถรีดน้ำได้ดีกว่าประเภทแบบ Non-Directional เพื่อควบคุมการขับขี่ได้อย่างมั่นคงและสามารถใช้ความเร็วสูงได้ดี
  3. ดอกยางแบบไม่สมมาตรกัน (Asymmetric) ลายดอกยางด้านในและด้านนอกจะมีความต่างกัน ซึ่งเกิดจากการออกแบบให้หน้ายางด้านในเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่ทางตรง และความเร็วสูง ขณะที่หน้ายางด้านนอกจะทำหน้าที่ยึดเกาะบนทางโค้งได้ดี ยางประเภทนี้จะเหมาะสำหรับเมืองที่มีถนนโค้ง คดเคี้ยวมากๆ หรือ เหมาะสำหรับในรถยนต์บางยี่ห้อที่ออกแบบให้การขับขี่มีการเข้าโค้งในความเร็วสูง แต่สำหรับบ้านเราก็อาจมีไม่มากนัก

เมื่อเข้าใจลักษณะดอกยางรถยนต์แล้ว คุณก็ควรหมั่นตรวจสอบดอกยางรถยนต์ของคุณให้พร้อมใช้งานทุกสถานการณ์

อ้างอิงที่มาจาก

www.goodyear.co.th

http://www.deestone.com/



- ซ่อนกล่องข้อความ
สอบถามข้อมูลเร่งด่วน